“เชื้อไวรัสโรต้า”

“เชื้อไวรัสโรต้า”

“เชื้อไวรัสโรต้า” ที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กวัย 6 เดือนถึง 2 ขวบ ซึ่งนับเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรต้ามากที่สุด จากข้อมูลสถิติทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงจำนวนเด็กเสียชีวิตด้วยเชื้อไวรัสโรต้า 5 แสนรายต่อปีทั่วโลก โดยร้อยละ 90 เป็นเด็กเล็กที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา  พ่อแม่หลายคนยังขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “เชื้อไวรัสโรต้า” จึงขาดการเตรียมตัวเพื่อปกป้องลูกน้อยให้รอดพ้นจากเชื้อไวรัสดังกล่าวนี้

 

โรต้าไวรัส (Rotavirus) ที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหรือที่มักเรียกกันว่า “โรคท้องร่วง”มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ทั้งที่เกิดจากแบคทีเรียต่างๆ เช่น ซาโมเนลล่า (Salmonella) วิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) ฯลฯ และโรต้าไวรัส (Rotavirus) เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กมาก เมื่อส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะมีลักษณะเหมือนวงล้อ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคท้องร่วงเฉียบพลัน โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยอายุที่พบบ่อย คือ เด็กที่มีอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี สำหรับทารกแรกเกิดมีโอกาสพบเชื้อโรคนี้ในอุจจาระได้เช่นกัน  แต่มักไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เนื่องจากได้รับการปกป้องและภูมิคุ้มกันจากมารดา โดยเฉพาะในทารกที่กินนมแม่ เพราะในน้ำนมแม่จะมีสารที่ช่วยปกป้องและยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อโรต้าไวรัสระยะฟักตัวประมาณ 24-48 ชั่วโมง ก่อนจะเกิดอาการ

การระบาดและการติดต่อของโรค

การระบาดของโรคท้องร่วงจากเชื้อโรต้าไวรัสนี้ สามารถพบได้ตลอดทั้งปี และพบมากขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี การติดต่อเกิดจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โดยเชื้ออาจติดมากับมือ หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อ เมื่อเด็กสัมผัสและเอามือเข้าปาก เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี มีชีวิตได้นานหลายชั่วโมงบนมือคนเราหลายๆ วันในพื้นผิวที่เป็นของแข็ง และ อยู่ได้นานเป็นสัปดาห์ในอุจจาระของคนการติดต่อจึงเกิดขึ้นได้ทั้งจากคนสู่คน จากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนได้

CTAs-แม่มือใหม่

 

อาการและอาการแสดง

เริ่มจากมีไข้และอาเจียน ประมาณ 1-2 วัน ต่อมาจะ เริ่มถ่ายอุจจาระเป็นน้ำหลายครั้ง โดยลักษณะของอุจจาระมักไม่มีมูกหรือเลือดปน หรืออาจมีมูกปนได้เล็กน้อย และอาจมีอาการหวัดร่วมด้วยได้ ในรายที่มีอาการรุนแรงถ่ายอุจจาระและอาเจียนมาก จะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ ควรสังเกต หากปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อยลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะมีโอกาสช็อก  ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจถึงแก่ชีวิตได้ หากอาการไม่รุนแรงจะหายได้เองภายใน 2-3 วัน หรืออย่างช้าไม่เกิน 1 สัปดาห์

การรักษา

การรักษาโรคท้องร่วงจากการติดเชื้อโรต้าไวรัสนั้น ในปัจจุบันยังไม่มียาหรือการรักษาโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อมีอาการป่วยจากการติดเชื้อโรต้าไวรัส แพทย์จะให้การรักษาตามอาการที่สำคัญ ได้แก่

 - ให้ยาลดไข้

 - ให้ดื่มหรือจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ

- การปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารและนม ให้เหมาะสม โดยเน้นอาหารจำพวกแป้ง หลีกเลี่ยงอาหารเส้นใยจำพวกผักและผลไม้ ลดอาหารแต่ละมื้อลง แต่เพิ่มจำนวนมื้อให้บ่อยขึ้น

- สำหรับเด็กที่ดื่มนมแม่นั้นไม่ต้องงดการให้นม แต่ในเด็กที่ดื่มนมผสมให้เจือจางครึ่งหนึ่ง โดยสลับกับดื่มน้ำเกลือแร่

การป้องกัน

การป้องกันโรคท้องร่วงจากโรต้าไวรัสที่สำคัญ คือ

- ล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร หลังเข้าห้องน้ำและเปลี่ยนผ้าอ้อม

- การดูแลทำความสะอาดสถานที่ ของเล่น ของใช้และภาชนะทุกชิ้น หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่แออัด

- ดูแลสุขอนามัย อาหารและดื่มน้ำที่สะอาด

- เมื่อบุตรหลานป่วยด้วยโรคท้องร่วง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

- การให้วัคซีนโรต้า ซึ่งสามารถลดความรุนแรงของโรค และช่วยลดโอกาสที่เด็กต้องนอนพักรักษาในโรงพยาบาลลงได้

 

ประเทศไทยในปัจจุบัน วัคซีนโรต้าเป็นชนิดรับประทาน โดยใช้หยอดทางปากจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 2 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่อเด็กอายุ 4 เดือน (วัคซีนชนิดนี้ต้องให้เร็วตามช่วงอายุ เนื่องจากเด็กเล็กมีโอกาสติดเชื้อได้เร็ว ในเด็กอายุ < 6 เดือน)

ความสำคัญของโรคนี้ คือ การดูแลอย่าให้ผู้ป่วยขาดน้ำจนถึงภาวะช็อก ถ้ายังสามารถดื่มน้ำได้ กินอาหารได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็เบาใจ เพราะจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ถ้าเมื่อไรที่ไม่สามารถกินอะไรได้เลย อาเจียน แล้วถ่ายไม่หยุด ต้องรีบพามาพบแพทย์ทันที